natapala's profileIslamPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
IslamIslam is that you bear witness that there is no god except Allah, and that Muhammad is His Messenger, and that you establish the prayer, pay the obligatory charity, fast the month of Ramadan, and make the Pilgrimage to the House (Ka’ba) if you can afford |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
December 04 ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเหตุการณ์ต่างๆที่ข้าพเจ้าจะเล่าโดยละเอียดนั้น ล้วนแล้วแต่น่าสะพรึงกลัว เป็นเรื่องราวที่ข้าพเจ้าพยายามหลีกเลี่ยงไม่ยอมกล่าวถึงอย่หลายปี ไม่ง่ายเลยที่จะประกาศออกมาว่าความตายได้ตกอยู่กับอิสลามและมุสลิม โอ้พี่น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าอยากให้มารดาไม่เคยให้กำเนิดตัวข้าพเจ้า อยากให้ตัวเองเสียชีวิตลงไปโดยไม่ต้องมาเป็นพยานกับความชั่วเหล่านี้ หากวันหนึ่งท่านได้ฟังใครสัคนเล่าว่าโลกไม่เคยต้องรับรู้หายนะมากมายเช่นนี้ นับตั้งแต่พระเจ้าสร้างอาดัมขึ้นมา ไม่เป็นที่ลังเลใจเลย สิ่งนั้นเป็นความจริงอย่างแน่นอน
การสังหารหมู่ลูกหลานชาวอิสรออีลของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลเนีย การทำลายล้างเยรูซาเล็ม เคยเป็นโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้าและเลวร้ายที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ ทว่าเหตุการณ์เหล่านั้นแทบจะเปรียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนี้ไม่ได้เลย ไม่ได้เลยจริงๆ และเป็นไปได้ว่าจะไม่มีสิ่งใดเปรียบได้กับความเลวร้ายครั้งนี้ จวบจนใกล้การสิ้นสุดของกาลเวลาที่จะมาถึง ซึ่ง ณ เวลานั้นความหายนะของเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่เช่นนี้จะเกิดขึ้นให้เห็นอีกครั้ง
อิบนุ อัลอะซีร ใช้คำกล่าวเช่นนี้ในหนังสือของท่าน หน้าแล้วหน้าเล่า เพื่อแสดงความเศร้าสลด หวั่นเกรงและหวาดระแวง เพื่อปลดปล่อยความกลัวที่ฝังแน่นใจจิตใจ ในนาทีที่เขาต้องประสบกับผู้นำหายนะอันยิ่งใหญ่เข้าสู่อาณาจักรอิสลาม เจงกีสข่าน
อาณาจักรอิสลามไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาในอีกเสี้ยวของศตวรรษหลังชัยชนะของศอลาฮุดดีนเหนือเยรูซาเล็ม
ความพยายามโจมตีอาณาจักรอิสลามของชาวมองโกลเริ่มขึ้นในช่วงท้ายของสงครามครูเสด มุสลิม จำต้องเผชิญศึกสองด้าน
ด้านตะวันตกคือเหล่านักรบครูเสดจากอาณาจักรต่างๆทั่วทวีปยุโรปที่ไม่เคยลดละความพยายามที่จะยึดแผ่นดินศักดิ์สิทธ์ เยรูซาเล็ม เพื่อกอบกู้แผ่นดินศักดิ์สิทธ์ของศาสนฑูตอีซา ในความคิดของพวกเขา แต่อาณาจักรอัยยูบีของลูกหลานซอลาฮุดดีนก็สามารถต่อต้านพวกครูเสดไว้ได้ตลอดมา
ด้านตะวันออกคือลูกหลานของเจงกีสข่านผู้มุ่งหวังพิชิตโลกทั้งมวล อำนาจของพวกเขาแผ่ขยายไปสามทาง รัสเซียถูกทำลายล้างเป็นชาติแรก อาณาจักรจีนกลายสภาพเป็นเพียงอาณานิคม เปอร์เซียเป็นเมืองแรกของอาณาจักรอิสลามถูกทำลายราบคาบ แม้แต่ป้อมอลามูตของพวกอัสแซสซินที่ไม่เคยมีใครพิชิตใด้ก็โดนทำลายราบคาบ ทว่าราชวงศ์อับบาซียะแบกแดดที่มีกองกำลังมหาศาลก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีได้ อมีรุลมุมินีนพยายามยื่นข้อเสนอวางอาวุธแต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความพวกเขาได้ ทุกหนทุกแห่งของอาณาจักรที่เคยรุ่งโรจน์ที่สุด ณ เวลานั้น ถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น ยกเว้น เพียงชุมชนชาวคริสต์ในนครเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้น อันเนื่องมาจาก ชายาของฮูเลกูเป็นชาวคริสเตียน ซึ่งพวกนักรบครูเสดเสนอให้เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
การสิ้นราชวงศ์อับบาซียะกับโศกนาฏกรรมที่สร้างความตื่นตะลึงแก่โลกมุสลิม ไม่มีสมรภูมิเพื่อปกป้องแผ่นดินหรือแม้แต่นครอีกต่อไปแล้ว
ณ เวลานั้นมีเพียงการต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวเพื่อรักษาไว้ซึ่งอิสลามเอาไว้เท่านั้น
ผู้นำทางจิตวิญญาณ นักปฏิรูป นักรบ ผู้นำการฟื้นฟู ณ จุดพลิกผันแห่งประวัติศาสตร์ ชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ ท่านใช้อียิปต์เป็นศูนย์ในการฟื้นฟูซุนนะฮฺ ของนบีมูฮัมมัด(ซล) ท่านได้ขจัด รากเหง้าที่ฝังลึกยาวนานของพวก ชีอะ แห่งราชวงศ์ฟาติมียะ และการบิดเบือนศาสนาของผู้รู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้นำอาณาจักรทั้งหลาย ณ เวลานั้น และทำให้อิสลามกลับมาเข้มแข็ง ขับไล่พวกตะวันตกออกไปจากดินแดนอิสลาม อีกครั้งในรัชสมัยของราชวงศ์มัมลูกแห่งอียิปต์ และ อุษมานียะ แห่งตุรกีในการต่อมา
นี่กระมังที่ทำให้พวกตะวันตก และชีอะมูนาฟิก กลัวจนตัวสั่น เมื่อมีใครลุกขึ้นฟื้นฟู ศาสนาตามแบบอย่างของท่านรอซูล(ซล)โดยไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจบารมีของผู้ใด พวกเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะหยิบยกความผิดพลาดเล็กๆน้อยบางประการของพวกเขา เพื่อโจมตี และกล่าวอ้างให้บรรดาคนที่ย้อนกลับสู่หนทางที่บริสุทธ์ของศาสนา กลายเป็นพวกหัวรุนแรง พวกก่อการร้าย
พวกเขาได้เรียนรู้มาแล้วจากหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะต้องเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน แม้ว่าพวกเขาจะพยายามทำลายล้างอิสลามสักเท่าใดก็ตาม
November 14 คำเตือนเกี่ยวกับดัจญาลมีเรื่องต้องเรียนให้คุณทราบ อันเนื่องจากประสบการณ์ที่ได้รับมาจึงมีความรู้สึกที่ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแบ่งปันให้แก่ทุกคนด้วยความหวังและการวิงวอนให้ทุกคนได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน อินชาอัลลอฮฺ
คุณคงได้ยินมามากเกี่ยวกับดัจญาล แอนตี้ไครส ซึ่งได้มาจากแหล่งข้อมูลของชาวยิวและชาวคริสเตียน แล้วศาสนฑูตมูฮัมมัด(ซล) ก็ได้เคยกล่าวไว้ถึงดัจญาล(การทดสอบอันยิ่งใหญ่)ที่จะลงมาสู่มวลมนุษย์ ดัจญาลจะปรากฏขึ้นเมื่อไหร่ เราได้พบได้เห็นมามากมายเกี่ยวกับสัญญาณที่ปรากฏขึ้นก่อนการมาถึงของดัจญาล สิ่งที่นบีกล่าวไว้ว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แม้ว่าคุณมีโอกาสที่จะไม่ได้อยู่ร่วมยุคสมัยเดียวกับดัจญาล ทว่าลูกหลานของคุณจะต้องเผชิญกับมันอย่างแน่นอน ก่อนที่แอนตี้ไครส์จะปรากฏตัวขึ้นเราก็ได้รับคำบอกกล่าวจากท่านนบี(ซล)ไว้แล้วว่าจะมีการเกิดขึ้นของ ระบอบหนึ่ง ซึ่งเป็นระบอบของดัจญาล ซึ่งเริ่มเด่นชัดขึ้นและกำลังก้าวล่วงไปเพื่อรอคอยการมาถึงของมัน ระบอบดัจญาล เป็นระบอบที่ชั่วร้ายและเลวทราม เป็นกองกำลังของผู้ปฏิเสธที่ก่อตัวขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ ระบอบนี้นำเสนอสื่อเพื่อทำลายศีลธรรม (การรักร่วมเพศ ความลามก เสรีภาพในการคบหาคู่นอน) แนวคิดปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า การบูชาชัยตอน การกู้ยืมที่มีดอกเบี้ย การมัวเมาอบายมุขซึ่งมีต้นเหตุมาจากสุราและยาเสพติด ฆาตกรรม ความอยุติธรรม การกดขี่ ฟิตนะต่างๆที่มาจากปลายปากกา รูปลามกและเรื่องเล่าในแมกซีนไร้สาระ การก่อสงคราม ภาวะข้าวยากหมากแพง การสังหารหมู่ การข่มขืนและความยากลำบากในสังคมซึ่งนับวันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ระบอบดัจญาล คือสิ่งที่เราได้ทราบกันแล้วว่าคือ องค์กรลัทธิฟรีเมซันรี่ เป็นที่ทราบกันว่าผู้ที่ได้รับหน้าที่ดำรงตำแหน่งต่างๆในองค์กรสหประชาชาติ ยูเอ็น องค์กรร่วมทางเศรษฐกิจแห่งยุโรป อีอีซี และทุกตำแหน่งในสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ ล้วนถูกบงการโดยคนของฟรีเมสัน ลัทธิฟรีเมสันผู้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันนี้ มีสมาชิกอยู่ในอังกฤษและเวลล์กว่าเจ็ดแสนคน ทว่าชาวอังกฤษโดยส่วนใหญ่กลับไม่อาจล่วงรู้อะไรเลยเกี่ยวกับพวกเขา ลัทธิฟรีเมสันจะทำการบูชาซาตานเป็นพระเจ้า ในชื่อ ญาฮฺบูลอน(Jabulon) หากคุณไม่เชื่อก็จงไปอ่านที่หน้า 230-240 ในหนึ่งสือขายดีทั่วโลกเกี่ยวกับฟรีเมสันที่ชื่อ The Brotherhood ของ stephen knight กับหนังสือ Satanic Voices ของ David M Pidcock ชาวยิว ชาวคริสเตียน พวกผู้ปฏิเสธศรัทธาในพระเจ้า เหล่าผู้แบ่งแยกชีวิตออกศาสนา เหล่าผู้กลับกลอก เหล่าผู้ปฏิเสธศรัทธา เหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้ร่มธงแห่ง แอนตี้ไครสต์ ผู้ต่อต้านอิสลาม คุณคงจะต้องตกใจหากทราบว่าทุกๆองค์กรของคริสเตียนที่ถูกส่งไปเพื่อช่วยเหลือผู้คนทั่วโลก ล้วนเป็นองค์กรของฟรีเมสัน หกสิบคนจากร้อยคนของอาร์คบิชอป หัวหน้าบาทหลวงเป็นคนของฟรีเมสัน ซึ่งล้วนทำการบูชาซาตานในทางลับ อ่านหลักฐานในหนังสือสองเล่มที่ยกไว้ข้างต้น หากคุณต้องการทราบว่าโบสถ์แห่งใดถูกใช้เป็นโบสถ์ที่ประกอบพิธีกรรมขององค์กรเมสัน ให้มองดูที่กระจกสีต่างๆที่ติดไว้บนหน้าต่าง ซึ่งจะปรากฏสัญลักษณ์เช่น งูและมีด หรือดาวของเดวิด หากโบสถ์ถูกสร้างในรูปแบบเดียวกับวิหารของกรีก นั่นคือเป็นสัญญาณว่ามันจะถูกใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆของเมสัน ในลิเวอร์พูล โบสถ์ของโรมันคาทอลิกจะมีรูปปิรามิดอยู่มากมาย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิเมสัน มีสิ่งน่ากลัวมากมายของดัจญาล แต่สุดท้ายชัยชนะถูกสัญญาไว้แก่มุสลิม ซึ่งกลุ่มชาวยิวผู้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันจะถูกนำพาสู่ความตาย โลกใบนี้จะถูกชำระให้บริสุทธ์จากการปฏิเสธศรัทธาต่อพระเจ้า อิมรอนบินฮุสเซ็น รด. ได้กล่าวถึงคำพูดของศาสนฑูต(ซล) ที่ว่า ตั้งแก่การเกิดของอาดัม อล จนถึงลูกหลานเขา ในวันกิยามะ วันแห่งการตัดสิน ไม่มีฟิตนะการทดสอบใดยิ่งใหญ่กว่าการทดสอบของดัจญาล รายงานโดยมุสลิม ดัจญาลจะปรากฏตัวจากสถานที่ระหว่างแผ่นดินซีเรียและอิรัก และการปรากฏตัวของเขาจะเป็นที่ทราบได้เมื่อเขาเข้าสู่เมืองอิสฟาฮานในสถานที่ซึ่งเรียกว่า ยูเดียหรือยาฮูเดีย เขามีกำเนิดจากเชื้อสายยิว เขาจะทำให้พ่อแม่ชาวยิวของเขาประสบความทุกข์ยากและโศกเศร้าอย่างยิ่ง ชาวยิวจะยอมรับเขาเป็น มะซีอาฮฺ และเป็นผู้ตามเขา เขาจะมีผู้ติดตามเป็นสตรีจำนวนมาก โลกเซ็กคูลาร์ทั้งหลาย (ยิว ฟรีเมสัน ผู้ปฏิเสธพระเจ้า คริสเตียน ฮินดู และอื่นๆ) จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ร่มธงของแอนตี้ไครส์ตต่อสู้กับอิสลาม อิสลามเป็นกองกำลังเดียวที่ยืนหยัดต่อสู้อยู่ในระหว่างวงล้อมการควบคุมบงการโลกของพวกเขา ฮุซัยฟะฮฺ รด กล่าวว่า ดัจญาลตาบอดเหลือตาเพียงข้างเดียว ตาข้างเดียวที่เหลือนี้จะพองโปนเหมือนกับผลขององุ่น จะมีวัตถุหนาเหมือนกับนิ้วในตาของเขา อักษร กาฟ ฟา รอ จะถูกเขียนไว้บนหน้าผาก(แปลว่าผู้ปฏิเสธศรัทธา) มุสลิมทุกคนจะสามารถอ่านอักษรตัวนี้ ไม่ว่าเขาจะอ่านออกหรือไม่ก็ตาม เขาจะเดินทางอย่างรวดเร็วด้วยสัตว์ตัวใหญ่รูปร่างเหมือนกับลา .....รายงานโดยมุสลิมและอะฮฺมัด อุบัยดะ บินซามิด รด กล่าวว่า นบีมูฮัมมัด(ซล) กล่าวว่า ฉันได้อธิบายถึงดัจญาลให้แก่ท่าน แต่ฉันกลัวว่าพวกท่านจะไม่เข้าใจ ดัจญาลจะตัวเตี้ย และขาของเขาโก่งงอเหมือนตะขอ ผมของเขาจะบิดเป็นเกลียวยุ่งเหยิง ........ หากพวกท่านมีความคลางแคลงใจขึ้นเนื่องจากดัจญาล จงจำไว้ว่าผู้ช่วยเหลือค้ำจุนท่าน(อัลลอฮฺ) ไม่ได้มีตาเดียว (เนื่องจากในที่สุดดัจญาลจะอ้างตัวว่าเป็นพระเจ้า ผู้ติดตามเขาจะยอมรับเขา) เขาจะสามารถตัดคนให้ขาดเป็นสองซีกและทำให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง....... รายงานโดยอะฮฺหมัด รายงานจากฮุซัยฟะ อิบนุ อัลยะมัน กล่าวว่า ซุบัย อิบนุ คอลิด กล่าวว่า ฉันไปที่กูฟะเมื่อครั้งที่ทัสตาร์ถูกพิชิต ฉันนำลามาจากที่นั่น เมื่อฉันเข้าไปที่มัสยิดของกูฟะ ฉันพบกับคนที่สูงปานกลาง ในระหว่างพวกเขามีชายคนหนึ่งที่ท่านจะจดจำได้ เมื่อพบเห็นเขา ซึ่งเขาเป็นคนจากฮิญาซ ฉันถามว่า เขาเป็นใคร ผู้คนต่างไม่พอใจ และกล่าวว่า ท่านจำเขาไม่ได้หรือ เขาคือฮุซัยฟะ อิบนุ อัลยะมัน เป็นสหายของรอซูลของอัลลอฮฺ (ซล) ดังนั้นฮุซัยฟะจึงกล่าวว่า คนอื่นมักถามรอซูลของอัลลอฮฺ(ซล) เกี่ยวกับสิ่งดีๆ และฉันมักจะถามท่านเกี่ยวกับสิ่งที่ชั่วร้าย ดังนั้นผู้คนจึงเพ่งมองมาที่เขา เขากล่าวว่า ฉันทราบเหตุที่พวกท่านไม่พึงพอใจ ฉันจึงถามรอซูลของอัลลอฮฺ จะมีความชั่วร้ายเช่นที่เคยมีมา หลังจากความดีซึ่งอัลลอฮฺได้มอบความโปรดปรานให้แก่พวกเราอีกใหม ท่านจึงตอบว่า ใช่มี ฉันจึงถามว่า ในสิ่งใดที่การปกป้องคุ้มครองถูกวางเอาไว้ในมัน ท่านตอบว่า ในดาบ ฉันถามว่า รอซูลของอัลลอฮฺ สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ท่านตอบว่า เมื่ออัลลอฮฺได้ให้มีคอลีฟะฮฺบนโลกใบนี้ซึ่งเขาจะเป็นผู้ที่หลอกลวงเอาทรัพย์สินของพวกท่าน หากท่านไม่เชื่อฟังเขา เขาก็จะฆ่าท่านด้วยการแขวนไว้บนตอไม้ ฉันถามว่า จากนั้นจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นอีก ท่านตอบว่า จากนั้นแอนตี้ไครส์ตดัจญาลจะนำแม่น้ำและเปลวเพลิงมา ใครที่ตกลงไปในไฟนรกของเขาจะได้รับรางวัลและถูกปลดความผิดต่างๆไปจากเขา แต่ผู้ที่ตกลงไปในแม่น้ำจะได้รับความผิดต่างๆไปและถูกปลดรางวัลไปจากเขา ฉันจึงถามว่า ต่อจากนั้นจะมีสิ่งใดตามมา ท่านกล่าวว่า ชั่วโมงสุดท้ายจะมาถึง (สุนัน อบูดาวูด เล่มที่35 การทดสอบและการสู้สบอันรุนแรง (กิตาบ อัลฟิตัน วะ อัล มะลาฮิม) เลขที่ 4232) รายงานจาก มุอาซ อิบนุ ยะบัล ท่านศานฑูต(ซล) กล่าวว่า สงครามที่ใหญ่ที่สุด การพิชิตคอนสแตนติโนเปิล และการมาถึงของดัจญาล (แอนตี้ไครส์ต) จะเกิดขึ้นในระยะเวลาเจ็ดเดือน(สุนัน อบูดาวูด เล่มที่37 การสู้รบ(กิตาบ อัล มะลาฮิม) เลขที่ 4282) รายงานจาก อบูฮุรอยเราะ ท่านศาสนฑูต(ซล) กล่าวว่า จะไม่มีศาสนฑูตระหว่างฉันและเขา นั่นคือ อีซา(อล) เขาจะลงมาจากฟากฟ้า (สู่โลก) เมื่อท่านพบเห็นเขา จะจดจำเขาได้ ชายตัวสูงปานกลาง ผมสีแดง ใส่ชุดสีเหลืองอ่อน ดูเหมือนมีน้ำหยดลงจากศรีษะของเขาแต่ไม่เปียก เขาจะต่อสู้กับผู้คนด้วยอิสลาม เขาจะทำลายไม้กางเขน ฆ่าหมู และยกเลิกยิซยะ อัลลอฮฺจะทำลายทุกศาสนายกเว้นอิสลาม เขาจะทำลาย แอนตี้ไครส์ตดัจญาล และจะมีชีวิตอยู่บนโลก สี่สิบปี แล้วเขาจะตาย มุสลิมจะละหมาดให้แก่เขา (สุนัน อบูดาวูด เล่มที่37 การสู้รบ(กิตาบ อัล มะลาฮิม) เลขที่ 4310) ฮุซัยฟะ (รด) กล่าวไว้เช่นกันว่า เขามีน้ำ(สวรรค์) และไฟ(นรก) ที่จริงแล้วไฟของเขาคือสวรรค์และสวรรค์ของเขาคือนรก.........(มุสลิม) ในฮาดีษอื่นๆ ท่านนบี(ซล) กล่าวว่า ดัจญาลจะไม่รู้ความแตกต่างของทั้งสองสิ่ง หากท่านถูกบังคับให้เลือกระหว่างสองสิ่งนั้น ให้เลือกไฟของเขา(นรก) ซึ่งความจริงมันคือน้ำที่เย็น และน้ำของเขา(สวรรค์) จะเป็นนรก อิมรอนบิน ฮุสเซ็น รด กล่าวว่า ศาสนฑูต(ซล) กล่าวว่า ใครก็ตามที่ได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับดัจญาลควรปลีกตัวห่างออกไป ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้คนจะเข้าไปหาเขาโดยคิดว่าเขาเป็นผู้ศรัทธา เมื่อได้เห็นความสามารถอันมหัศจรรย์ของเขา ผู้คนก็จะกลายเป็นผู้ตามเขา (อบูดาวูด) ดัจญาลจะมีอำนาจทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง แผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวาง มุสลิมมากมายจะเข้าร่วมกับดัจญาล ด้วยความเกรงกลัวอำนาจของเขา เฉพาะผู้ที่มีความศรัทธาอันเข้มแข็งเท่านั้นที่จะต่อต้านได้ จำไว้ว่าเมื่อใดที่ท่านเข้าร่วมกับแอนตี้ไครส์ต วิญญาณของท่านทั้งหลายจะจมลงสู่นรกตลาดกาล โอ้พี่น้องมุสลิมีนและมุสลิมะฮฺ จงกลับเข้าสู่ศาสนาอิสลาม และเตรียมตัวให้พร้อมการเผชิญหน้ากับวันอันยิ่งใหญ่ ฉันหวังว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะมีประโยชน์ต่อพวกท่าน ขออัลลอฮฺทรงชี้นำและปกป้องพวกเรา ให้พวกเราได้แพร่กระจายวจนะของอัลลอฮฺอย่างมากมาย อามีน November 12 กลุ่มทำงานต่อสู้เพื่อศาสนาของชาวยิวในช่วงที่รัฐอิสราเอลก่อตั้งขึ้น กลุ่มอุดมการณ์ของไซออนิสต์ที่หลากหลายเหล่านี้ได้หลอมรวมเข้าด้วยกันเหลือ เพียงแค่ 4 อุดมการณ์หลักๆ ที่มีความแตกต่างกันไป โดยที่อุดมการณ์เหล่านี้ก็สามารถอยู่รอดมาได้มาจนถึงปัจจุบัน
ดังนี้
1.อุดมการณ์ของพวกเมสิอาห์ (Messiah) หรือพวกที่เชื่อใน ผู้ช่วยให้รอดพ้นจากทุกข์และนำเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า พวกนี้ปรากฏขึ้นจากความเชื่อในการฟื้นคืนชีพของผู้ที่จะมาช่วยให้ชาวยิวรอด พ้นจากความทุกข์แห่งสหัสวรรษ และแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสของปี 1789 ซึ่งยังผลให้ชาวยิวในยุโรปมีเสรีภาพมากขึ้น จนทำให้ชาวยิวจำนวนไม่น้อยเริ่มถอยห่างออกจากศาสนา ถูกกลืนกลายจนบางคนหันไปนับถือศาสนาคริสต์ก็มี
ชาวยิวหัวอนุรักษ์จึงได้พยายามต่อต้านการผสมกลืนกินโดยยืนกรานถึงความจำเป็น ที่ชาวยิวจะต้องกลับไปสู่ชุมชนที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและคงความ บริสุทธิ์ในสายเลือดไว้ มิเช่นนั้นแล้วศาสนายูดาห์ก็คงไม่สามารถอยู่รอดได้ และประชาชาติยิวก็จะสูญเสียความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางสายเลือดไป
แม้กระนั้นก็ตาม พวกเมสิอาห์ดั้งเดิมก็ปฏิเสธการอพยพย้ายถิ่นของชาวยิวไปอยู่ในปาเลสไตน์ เพราะพวกเขาเชื่อว่าประชาชาติยิวจะสามารถสร้างรัฐอิสราเอล (Eretz Israel) ขึ้นมาใหม่ได้ ก็ต่อเมื่อมีตัวแทนของพระเจ้าในช่วงเวลาที่พระองค์ทรงกำหนดไว้แล้วเท่านั้น
ชาวยิวบางคนถึงกับเดินทางไปอยู่ที่ปาเลสไตน์เพื่อตั้งตารอให้ถึงเหตุการณ์ ที่พระคัมภีร์ได้สัญญาเอาไว้ และมีความเชื่อว่า การมีส่วนร่วมของพวกเขาในการจัดตั้งรัฐอิสราเอลที่ภูเขาไซออน ถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการไถ่บาปของชาวยิว
พวกเมสิอาห์เน้นความสำคัญในเรื่องแผ่นดิน พระคัมภีร์ (โตราห์ หรือเตารอด) และกลุ่มชนดังที่รอบิ อิสาก คูก (Rabi isaq Kook) ได้กล่าวไว้ว่า ชาวยิวต้องการแผ่นดินเพื่อสถาปนาพวกเขากลับไปอีกครั้งสู่ความเป็นกลุ่มชน
2.อุดมการณ์ที่ 2 ซึ่งสามารถอยู่รอดมาได้ ปรากฏขึ้นในเกือบช่วงเลาเดียวกัน แต่เป็นไซออนิสต์เมสิอาห์ที่เน้นเรื่องจิตวิญญาณ (Messianic Spiritual Zionism) พวกเขาเชื่อในผู้ช่วยให้รอดพ้นจากทุกข์และนำเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า เหมือนกัน แต่ค่อนข้างมีแนวคิดเสรีและเน้นเหตุผลมากกว่า
พวกเขาเชื่อว่า ภารกิจของประชาชนชาวยิวก็คือการส่งผ่านลักษณะพิเศษทางด้านจิตวิญญาณไปสู่ สังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่ พวกเขาให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดกับคีมภีร์ และการสถาปนาปาเลสไตน์ให้เป็นชุมชนชาวยิวที่มีลักษณะทางศีลธรรมพิเศษเฉพาะ ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางด้านจิตวิญญาณของชาวยิวพลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ต่างแดนทั้ง หมด
นอกจากนั้น พวกเขายังเชื่อว่า ศาสดาท่านต่างๆ ได้สอนสั่งประชาชาติยิวให้เคารพอำนาจแห่งจิตวิญญาณ ไม่ใช่บูชาอำนาจทางวัตถุ ชาวยิวอยู่รอดมาได้ก็ด้วยชาตินิยมแห่งจิตวิญญาณของพวกเขา ซึ่งแตกต่างจากอุดมการณ์ชาตินิยมทั่วไปที่มนุษยชาติมักปฏิบัติกัน
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยึดหลักแห่งความรอมชอม เช่น ในช่วงปลายของทศวรรษที่ 1920 พวกเขาได้จัดตั้งองค์กรหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า Brit Shalom ซึ่งเป็นองค์กรที่เรียกร้องให้จำกัดการย้ายถิ่นและให้เจรจาแก้ปัญหาการตั้ง ถิ่นฐานของชาวยิวกับพวกอาหรับ
ในปี 1936 Brit Shalom ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่เรียกว่า กลุ่มอิฮุด (Ihud Group) โดยมีสมาชิกที่สำคัญคือ ดร.จูดาห์ เมกเนส (Judah Megnes) ซึ่งเป็นบิดาผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเล็ม (Hebrew University) และนักปรัชญาอย่าง มาร์ติน บูเบอร์ (Martin Buber) พวกเขาได้นำเสนอร่างที่วางแผนให้มีการตั้งรัฐของสองเชื้อชาติ (bi-national state) ขึ้นในปาเลสไตน์
ภายหลังสงครามปี 1967 พวกไซออนิสต์ที่เน้นด้านจิตวิญญาณเหล่านี้มีความเห็นว่าดินแดนปาเลสไตน์จะ ต้องถูกแบ่งกันใหม่อีกครั้ง โดยที่ดินแดนอาหรับที่ถูกยึดครองหลังสงครามควรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อแลก สันติภาพกับโลกอาหรับ
จุดยืนดังกล่าวนี้ แตกต่างอย่างมากจากจุดยืนของพวกไซออนิสต์ดั้งเดิมที่ยึดมั่นอย่างแน่วแน่ว่า อำนาจอธิปไตยของรัฐยิวจะต้องขยายครอบคลุมดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมด (บางทรรศนะบอกว่า คือดินแดนตั้งแต่กลุ่มแม่น้ำไนล์ไปจนถึงไทกริส-ยูเฟรติส)
3.อุดมการณ์ที่ 3 คือ ไซออนิสต์แรงงาน (Labour Zionism) และไซออนิสต์การเมือง (Poitical Zionism) ซึ่งได้เข้ามารวมตัวกัน อันเนื่องจากว่า ทั้งสองอุดมการณ์เป็นด้านที่แตกต่างของเหรียญเดียวกัน ในขณะที่ไซออนิสต์แรงงานมีแนวคิดสังคมนิยม แต่ไซออนิสต์การเมืองเน้นอุดมการณ์ชาตินิยมและประชาธิปไตย
ไซออนิสต์แรงงานได้ปูพื้นฐานให้มีการประยุกต์ใช้หลักการสังคมนิยมภายใต้ อาณานิคมของไซออนิสต์ในปาเลสไตน์ โดยเน้นถึงการทำให้โครงสร้างทางสังคมและอาชีพการงานของยิวกลับสู่สภาพปกติ ผ่านการพัฒนาของฐานชนชั้นกรรมาชีพของชาวยิว
ในระยะแรก พวกเขาค่อนข้างมีแนวคิดเสรีนิยมและเป็นสากล พวกเขาเชื่อในการรวมตัวระหว่างแรงงานชาวยิวกับขบวนการแรงงานที่มีอยู่ในยุโรป
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1881-82 (หรือเหตุการณ์ที่พระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียเกิดความหวาดระแวงต่อการแพร่ขยาย แนวคิดสังคมนิยมของชาวยิว พระองค์จึงสร้างกระแสต่อต้านชาวยิว ก่อให้เกิดการอพยพลี้ภัยของชาวยิว และการตระหนักถึงความสำคัญที่ชาวยิวต้องมีดินแดนเป็นของตนเอง) ทำให้พวกไซออนิสต์แรงงานเปลี่ยนไปให้ความสนใจต่อดินแดนปาเลสไตน์มากขึ้น
แนวคิดนี้เข้มแข็งขึ้นจากงานเขียนของนายธีโอเดอร์ เฮอร์เซ็ล (Theodor Herzl) และแผนการทางการเมืองของเขา การประชุมไซออนิสต์สากลครั้งแรกในปี 1897 ได้ยอมรับแผนของเฮอร์เซ็ลที่จะสถาปนารัฐยิวขึ้น
หนึ่งในบรรดาวิธีการที่หลากหลายที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือแผนการ ส่งเสริมให้มีการตั้งถิ่นฐานใหม่ของชาวยิวขึ้นในปาเลสไตน์โดยพวกเกษตรกร พวกแรงงาน และพวกช่างฝีมือชาวยิว ซึ่งทั้งหมดเป็นฐานมวลชนของไซออนิสต์แรงงาน และเป้าหมายของพวกเขาก็บรรลุผลสำเร็จจากการก่อตั้งรัฐยิวขึ้นในดินแดน ปาเลสไตน์
4.อุดมการณ์ที่ 4 คือพวกไซออนิสต์ ที่ยึดหลักการเปลี่ยนแปลงแก้ไข (Revisionist) อุดมการณ์นี้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งด้านกลยุทธ์ ความขัดแย้งเกิดขึ้นในปี 1922 เมื่ออังกฤษได้จัดตั้งรัฐทรานซ์จอร์แดนขึ้นมา ทั้งนี้ พวกไซออนิสต์ถือว่าดินแดนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสราเอลที่จะมีการจัด ตั้งขึ้นในอนาคต การเกิดขึ้นของรัฐทรานซ์จอร์แดนจึงทำให้ผู้นำไซออนิสต์อย่างไชม์ ไวซแมนน์ (Chaim Weizmann) และเดวิด เบน กูเรี่ยน (David Ben-Gurion) ต่างยอมรับถึงความผิดพลาดหรือความถดถอยชั่วคราว เพราะทำให้ไซออนิสต์ไม่สามารถสร้างรัฐยิวได้ในทุกๆ ดินแดนที่ได้รับการสัญญาไว้ (ในคัมภีร์)
ความผิดพลาดดังกล่าวนี้ได้นำไปสู่การเผชิญหน้ากับผู้นำไซออนิสต์อีกคนที่ใช้ นโยบายประชานิยมอย่างวลาดิมีร์ จาโบตินสกี้ (Vladimir Jabotinsky)
จาโบตินสกี้เรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขโครงการที่ได้รับการยอมรับจาก ที่ประชุมไซออนิสต์สากลเสียใหม่ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงถูกเรียกว่าพวก Revisionist ที่เรียกร้องให้หน่วยงานของยิวประกาศอย่างเป็นทางการว่า เป้าหมายของพวกเขาคือการสร้างรัฐและต่อต้านอังกฤษโดยการใช้กำลังและการก่อ การร้าย
พวก Revisionist ยึดมั่นในภารกิจที่จะป้องกันไม่ให้ไซออนิสต์เบี่ยงเบนเส้นทางออกจากเป้าหมาย ดั้งเดิมของการจัดตั้งรัฐยิวที่ครอบคลุมดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐอิสราเอลได้ถูกสถาปนาขึ้น อุดมการณ์ทั้ง 4 ดังกล่าวของไซออนิสต์ก็หลอมรวมอยู่ในสองขั้วการเมือง โดยที่ 3 อุดมการณ์แรกได้เข้ามาหลอมรวมอยู่ในหนึ่งขั้วการเมือง ซึ่งเป็นขั้วที่ครองอำนาจปกครองประเทศนับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายทศวรรษที่ 1970 ส่วนอีกหนึ่งอุดมการณ์ที่เหลือหรือพวก Revisionist ก็เป็นอีกขั้วการเมืองหนึ่งที่ไม่มีอำนาจมากนักในอดีต
แต่สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเมื่อแบบแผนการอพยพย้ายถิ่นของชาวยิว (Aliyah) เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ มียิวตะวันออกจากประเทศอาหรับอพยพเข้ามามากขึ้น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงด้านความสมดุลทางชาติพันธุ์ภายในสังคม ผู้อพยพชาวยิวรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศตะวันออกและมีอุดมการณ์ความเชื่อแบบเมสิอาห์ จึงค่อยๆ ทอดทิ้งกลุ่มอุดมการณ์แรงงาน แล้วหันไปให้การสนับสนุนพวก Revisionist ซึ่งมีหลักการเรื่องการครอบครองดินแดนปาเลสไตน์คล้ายคลึงกับพวกเขา
ฉะนั้น ขั้วทางการเมืองก็ยังคงมีอยู่ 2 ขั้วเหมือนเดิม เพียงแต่มีการแบ่งกลุ่มอุดมการณ์ไปเท่าๆ กัน ขั้วหนึ่งคือขั้วของพวกแรงงานและพวกจิตวิญญาณ อันเป็นต้นกำเนิดของพรรคแรงงานของอิสราเอลที่มีท่าทีรอมชอมต่อประเด็นปัญหา ปาเลสไตน์อยู่บ้าง
ส่วนอีกขั้วหนึ่งคือพวก Revisionist และเมสิอาห์นั้น เป็นต้นกำเนิดของพรรคฝ่ายขวา ลิคุต ที่ชูนโยบายแข็งกร้าว ไม่ยอมอ่อนข้อให้ชาวปาเลสไตน์เลยแม้แต่น้อย ขุดราก ไซออนิสต์
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
|
รวมลิงค์เก่าๆ
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|